กรุงเทพฯ 30 กรกฎาคม 2567 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กำหนดทิศทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม สู่เวทีเศรษฐกิจระดับโลก ด้วยการเปิดเวทีเสวนา

“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน” ตามนโยบาย

RESHAPE THE FUTURE : โลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมปรับ พร้อมรับอนาคต ผ่านปรับตัวให้ก้าวทันเศรษฐกิจยุคใหม่ (RESHAPE THE INDUSTRY) โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์

เพื่อยกระดับการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานให้ได้มาตรฐานสากล ส่งเสริมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมในการยกระดับมาตรฐาน ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์และเป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคต

นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน การเดินไปข้างหน้าจำเป็นต้องการการขับเคลื่อนอย่างรู้เท่าทัน ซึ่งควรมุ่งเน้น “การขับเคลื่อนจากภายในสู่ภายนอก อย่างสมดุล” โดยการยกระดับศักยภาพโลจิสติกส์ทั้งระบบ และเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจบริการโลจิสติกส์

ให้สามารถกระจายฐานการบริการและการลงทุนที่เชื่อมโยงในอาเซียนอย่างมีเสถียรภาพ ผลักดันให้ไทย เป็นศูนย์กลางของโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคและภูมิภาคอาเซียน ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการแข่งขันบนฐานการ

พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและบุคลากรภาคอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์ให้มีทักษะสูง สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางโลจิสติกส์ให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาส

ผู้ประกอบการไทยใหเชื่อมโยงกับหวงโซมูลคาระดับภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริม

อุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เสริมสร้างความสามารถการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการด้วยการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

นายวัชรุน จุ้ยจำลอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามนโยบาย RESHAPE THE

FUTURE : โลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมปรับ พร้อมรับอนาคต ของนายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผ่านปรับตัวให้ก้าวทันเศรษฐกิจยุคใหม่ (RESHAPE THE INDUSTRY) ได้มุ่งเน้นการส่งเสริม

ด้านการจัดการโลจิสติกส์ในสถานประกอบการ 4 ด้าน คือ

1) การยกระดับระบบปฏิบัติการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรม (Logistics Consult) ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญผู้มีประสบการณ์ด้วยการเข้าไป  วินิจฉัยศักยภาพด้านโลจิสติกส์ และให้คำปรึกษาแนะนำ ณ สถานประกอบการ

2) การสร้างนักโลจิสติกส์  อุตสาหกรรมมืออาชีพผ่านการฝึกอบรมและส่งเสริมให้บุคลากรด้านโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนให้มีความรู้ตามหลักสูตรมาตรฐานสากล

3) การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการพัฒนาการมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ของ

ประเทศไทย พร้อมการส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัยในโซ่อุปทาน และการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ และ

4) การส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วยในการวางแผนทรัพยากรองค์กรการจัดการคลังสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์

นายวัชรุน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ได้มุ่งเน้น

การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ใน 5 ภูมิภาค จำนวน 310 กิจการ ให้มีความสามารถ

ในการยกระดับการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานให้ได้มาตรฐานสากล ส่งเสริมประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศและนวัตกรรมในการยกระดับมาตรฐาน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์

อาทิ ต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง ต้นทุนกาบริหารคลังสินค้า ต้นทุนการขนส่ง และต้นทุนบริหารจัดการ

ด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า

1,800 ล้านบาท และการคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาสถานประกอบการ จำนวน 350 กิจการ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2,100 ล้านบาท

นายมนตรี วงค์มั่นกิจการ ผู้อำนวยการกองโลจิสติกส์ กล่าวว่า กิจกรรมดินเนอร์ทอล์คในครั้งนี้

เป็นการเผยแพร่แนวปฏิบัติการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเลิศ (Logistics and Supply Chain Management Best Practices) ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในภารกิจของกองโลจิสติกส์ซึ่งต่อยอดจาก

ภารกิจหลักในด้านการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการตลอดจนบุคลากรภาคอุตสาหกรรมให้ประยุกต์

ใช้เทคนิคการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของสถาน

ประกอบการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาและจัดการ

กิจกรรมทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นเวทีในการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ

โลจิสติกส์จากการเผยแพร่แนวปฏิบัติการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน และเป็นการสร้างโอกาส

ในการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพและยกระดับผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรมและบริการด้านโลจิสติกส์

 

ซึ่งภายในงานมีการจัดบรรยายความรู้ เวทีเสวนา และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการด้านโลจิสติกส์ ที่จะสร้างประโยชน์ให้กลุ่มผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและบริการ

ด้านโลจิสติกส์ ให้สามารถต่อยอดธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์และเป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อน

การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคต นายมนตรีกล่าวทิ้งท้าย